วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554

แนะนำ สนามบินน้ำแห่งใหม่... สนามบินน้ำดอนเมือง

ในวัยรุ่นๆ ตอนต้น ... ผมสงสัยว่า ทำไมแถวๆ บ้านที่พักอยู่ เรียกสนามบินน้ำ (นนทบุรี) ... ทำไมมันไปบินในน้ำ .. บนบกไม่มีที่ให้บินหรืองัย ...อ้าว แล้วมันไม่บินในอากาศแล้วหรอ...

เมื่อวาน (๒๕ ต.ค.) ต้องมาส่งครอบครัวของคนรู้จักที่จะเดินทางลงใต้ ที่สนามบินดอนเมือง ... แต่เครื่องบินไม่บินแล้ว เพราะน้ำท่วมรันเวย์ ลูกชายเขาที่เป็นนักบิน บอกว่า ต้องงดใช้สักระยะ

จึงได้พบสนามบินน้ำ ของจริ แต่คราวนี้ เห็นกันจะๆ ว่าสนามบินมีน้ำจริงๆ มีน้ำอยู่บนรันเวย์สนามบิน มีน้ำสูงบนถนนหน้าอาคารสนามบิน ถนนวิภาวดีมีแต่น้ำ ... หน้าวัดดอนเมือง ถนนสรงประภาน้ำถึงเข่า ... สรณคมณ์ น้ำเลยเข่า ... ช่างอากาศอุทิศ น้ำท่วมเหมือนกัน ...

สถานะการณ์น้ำท่วม กทม. วันนี้ (๒๖ ต.ค. ๕๔) มีแนวโน้มน้ำจะไหลมาเพิ่มมากขึ้นไปอีก ... ผมไม่อยากจะโทษใคร จริงๆ ก็แอบโทษในใจหละ...ประกาศได้ทุกวัน เอาอยู่ๆ .. ตอนน้ำเริ่มจะล้นคลองประปา (๒๑ ต.ค. ๕๔) ... ก็บอกเอาอยู่ๆ ผมไม่เชื่อหรอก เอารถออกไปดูเองเลย ... นึกบ่นๆในใจเอาอยู่ซะที่ไหน ... ตอนน้ำเริ่มล้นมาทางสรงประภา ก็บอกว่า คุมได้แล้ว ...ผมก็เอารถออกไปดูเองที่จาก TOP ไป กองทหารสื่อสาร น้ำท่วมแล้วและกำลังมาทางวัดดอนเมืองเรื่อยๆ ... อะไรหว่า ... บอกมาได้เอาอยู่ๆ...

งานนี้ต้องชื่นชม ผู้ว่า กทม. ครับ ท่านทำได้ดี ท่านพูดและให้คำแนะนำที่ดี ชัดเจน ... แม้บางครั้งท่านพูดไม่เต็มปากเหมือนมีบางคนพยายามไม่ให้ท่านพูด ... ท่านก็บอกใบ้ ให้คนกทม. พอจะจับทิศทางได้ เรียกว่า คนกทม.ไม่ซ้ำ ..การเมืองไม่ให้ขุ่น ...
(ภาพจาก www.manager.co.th)

วานนี้ ระหว่างเดินลุยน้ำ
ไปช่วยขนของที่บ้านญาติ (สรงประภา-สรณคมณ์) ระหว่างทางผมก็ช่วยบ้านอื่นๆ ไปด้วย บางหลังมีกันสองคนลุงป้า ช่วยกันยกรถมอเตอร์ไซค์ ข้ามคันกั้นน้ำที่หน้าบ้าน... ผมก็ไปช่วยยกเข้าบ้านให้...ทั้งสองท่านไม่ปฏิเสธ กำลังบอกกลายๆว่า ต้องการคนช่วยจริงๆ ... น่าเห็นใจครับ ... ถัดไปอีกนิด ก็ไปช่วยเขายกของ คนแถวๆนั้น เรียกให้ไปรับน้ำดื่มในบ้านเขา เพราะแม้น้ำท่วมแต่แดดจัดมากอากาศร้อนจริงๆ ผมตอบว่าผมมีน้ำติดเป้มาแล้วครับ ขอบคุณครับ... เพราะน้ำที่เขาจะให้มันเป็นเสบียงสำหรับเขา ..ผมเชื่อว่า เขาต้องติดน้ำไปอีกหลายวัน... ถัดไป... (ยังไม่ถึงบ้านป้าเลย...)... เจอคุณป้าอีกคนถืออาหารแห้ง ข้าวสาร+อาหารแห้ง(หนักมากจริงๆ)เดินลุยน้ำ จึงเข้าไปช่วยถือให้ ท่านก็ให้แต่โดยดี (ดูออกเลยว่าดีใจที่มีคนช่วย) พอดีมีน้องอีกคนเห็นก็เลยมาช่วยกันอีกแรง ..เดินลุยน้ำไปส่งที่บ้าน... กว่าจะถึงบ้านป้าที่เป็นเป้าหมายของผมเอง ...ผมแทบจะหมดแรง ... ขนของบ้านป้าเสร็จ... ก็รีบออกมา เพราะน้ำกำลังขึ้น ... ขาออกนี้น้ำสูงมาก ... แล้วยังผมต้องเดินเท้ากลับไปบ้านตัวเอง... แถวๆ ช่างอากาศอุทิศ จากนั้นก็รีบออกไปบ้านพี่ชาย... คราวนี้ต้องอาศัยรถทหาร (... ทหาร เป็นคำตอบในช่วงน้ำท่วมจริงๆ ...ตำรวจหายไปไหนหมดน้า...) ...



ออกมาถึงหน้าสนามบินน้ำดอนเมือง ... อีกครั้ง ... แล้วรีบขึ้นรถทหารไปหลักสี่ เพื่อเดินทางไปช่วยคนอื่นๆ ต่อไป ... ทำได้อย่างนี้ เพราะคนโสดหนะครับ ... บ้านตัวเองไม่มีอะไรมีค่ามากนัก... แต่หลายคนหลายครอบครัวไม่มีคนช่วยเลย ... ยากลำบากกันมาก ... เราก็ช่วยได้จำกัด...เรี่ยวแรงก็มีเท่านี้ ...

ที่เล่ามาก็ใช่ว่าจะบอกว่า กทม.เดือนร้อนเท่านั้น ความจริงเดือนร้อนกันทั่วแล้ว เพราะน้ำท่วม สินค้า-เครื่องมือเสียหาย กันหลายจังหวัดแล้ว คนตกงานกันมากมาย ... เมื่อน้ำลด หลายคนเหลือแต่ตัว ไม่มีบ้าน ไม่มีหม้อหุงข้าว ไม่มีจาน-ชาม ไม่มีเสื้อผ้า เครื่องนอน ... ลำพัง เงิน 5 พัน ที่อาจจะได้รับการช่วยเหลือ ... จะได้กันครบหรือเปล่าก็ไม่รู้ ... แล้วจะพออะไรกับการเริ่มต้นของหลายๆ คน ... ข่าวก็มีเรื่องจะฟื้นฟูโรงงาน และนิคม ต่างๆ ... หวังว่า จะมีการฟื้นฟู เยียวยา... คนธรรมดา ๆ ที่ไม่มีเงินทอง ไม่มีโรงงาน ... คนจนๆ ที่ไม่มี รมต. ที่ไหนมาร้องไห้ เมื่อน้ำท่วมบ้าน อย่าให้เขาร้องไห้คนเดียว อย่างอ้างว้าง...

ขอให้คน กทม. และทุกจังหวัด... มีน้ำใจต่อกันมากๆ นะครับ ...ช่วยๆ กันให้ผ่านวาระนี้ไปให้ได้...

น้ำท่วมครั้งนี้เหนื่อย เมื่อย ล้า ลุ้น แต่ก็ได้เห็นของแปลกแต่จริง ... สนามบินน้ำดอนเมือง ....


วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ ไม่รักไม่ชอบก็ Vote No.

หลายสิบปีก่อน ผมดูข่าวคนเกาหลีประท้วงด้วยการนั่งแล้วตะโกน (อะไรก็ไม่ทราบ แปลไม่ออก) พร้อมๆกันกับชูกำปั้นเป็นจังหวะๆ ... ก็เดาออกว่า เกาหลีประท้วงกันอีกแล้ว ... ในใจก็ขำๆ ... ประท้วงอะไรกันนะ... ประท้วงกันทุกวันเลยหรอ...??? เฮ้ย... ประท้วงกันทั้งปีเลยหรือเนี่ย...

พอโตมาอ่านหนังสือรู้เรื่องมากขึ้น สนใจเรื่องรอบๆ ตัวกว้างไปอีกนิด จากที่เคยมองเพียงรอบเอวตัวเอง เรื่องกินเรื่องนอน ก็มองไปเรื่องสังคม เศรษฐิกิจ การเมือง การต่างประเทศ บ้างเท่าที่ปัญญาอันน้อยนิดจะมี หาหนังสือมาอ่าน ... เพื่อตอบคำถามที่ยังสงสัยหลายๆ เรื่อง ... ร่วมถึงเรื่องประวัติศาสตร์ชาติต่างๆ ในภูมิภาค เอเซีย...แม้กระทั่งประเทศไทยเองผมก็รู้สึกว่า ยังไม่กระจ่างหลายๆ เรื่อง... ช่วงเรียนภาคปกติที่นิด้า จึงมีโอกาสได้อ่านหนังสือดีๆ หลายเล่ม ซึ่งไม่เคยเห็นในห้องสมุดที่อื่นๆ ... ปกติ ตั้งแต่เด็กมา เสาร์อาทิตย์ หากผมไม่อยู่สนามกีฬาก็จะไปนอนอ่านหนังสือที่ห้องสมุด ( ย้ำว่านอนอ่านนะครับ ... เพราะห้องสมุดที่บ้านนอกบริการหมอนและเสื่อให้อ่านด้วย แต่มีกติกาว่า ห้ามนอนทับหนังสือ เท่านั้นเอง)

หนังสือบางเล่มนั้น ก็รวมไปถึงประวัติศาสตร์เกาหลีด้วย ... ถึงได้ทราบว่า ประเทศเขาพบความยากลำบากมากมายขนาดไหน ต้องอดทน ต้องปล้ำสู้ ต้องกัดฟันจากการถูกข่มเหงรังแก จากผู้รุกราน จนวันที่สามารถจะยกแอกออกจากบ่า เป็นอิสระมาเป็นเกาหลีใต้ ก็ยังต้องพบนักการเมืองที่ร่วมต่อสู้กันมา ที่คิดว่าจะเป็นคนดี มีอุดมการณ์ กลับกลายเป็นคนบ้าอำนาจ ฉ้อฉลประเทศชาติไปซะนั่น ...

คนเกาหลีก็ต้องต่อสู้กันต่อไป รวมไปถึงวิถีการประท้วง นัดหยุดงาน และอื่นๆ ... นับสิบปี ที่เขาพยายามปฏิรูปทุกๆ ทาง ทุกๆ ด้าน เพื่อให้ประเทศตนเองหลุดจากวงจรชั่วร้ายของนักการเมืองชั่วๆ เขาประท้วงกันจริงๆ จังๆ ไม่เอานักการเมืองชั่วมาปกครองประเทศ แม้คนๆ นั้นเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ต่อสู้กันมาก่อนก็ตาม ไม่เห็นแก่พวกพ้อง ... แต่ คนชั่วต้องออกไป ... อารมณ์เดียวกับ Vote No ของไทยยุคนี้เลย

จากนั้นประเทศเกาหลี ก็ค่อยๆ เจริญขึ้นมาเรื่อยๆ ... บางคนอาจมองว่า เกาหลี โตได้เพราะไปเลียนแบบเขามา ... ผมก็ไม่เถียงหรอก ... ตอนผมทำวิทยานิพนธ์ ป.โท ผมก็ได้เรียนรู้ว่า การอ่านและการศึกษาวรรณกรรมที่คนอื่นๆ ได้ทดลอง ได้ทำไว้ มีคุณค่ามากจริงๆ (หลายฉบับ ก็เป็นงานวิจัยจาก มหาวิทยาลัยในเกาหลี) หากเราไม่คิดจะเรียนรู้แล้วต่อยอด เราก็คงไปไม่ถึงไหน ...

เกาหลี เรียนรู้ทุกเรื่อง เรียนทุกอย่าง ศึกษาจนเข้าใจ จากนั้นก็พัฒนาต่อไป แก้ไขปรับปรุงจนในที่สุด ก็ได้สิ่งที่ดีกว่า (ลองค้นหา งานวิจัยเกาหลี ดูใน Google ก็ได้ครับ เยอะมากและถือว่าดีด้วย )... ประชาธิปไตย ของเกาหลีอาจจะไม่ได้ดีที่สุดในโลก แต่ก็น่าจะเหมาะสมสำหรับเขาแล้ว เพราะมันทำให้นักการเมืองชั่วๆ หายไปเยอะ ... มันทำให้งบประมาณ และนโยบายที่ทำได้จริง พัฒนาประเทศเขาให้ก้าวหน้าไปไกล วันนี้ เกาหลีเป็นประเทศที่มีอิทธิพลต่อโลกไม่น้อยเลย ... หลายๆ คนก็เคยไปเกาหลี ... และหลายคนก็อยากไป ... อีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้เพื่อนๆ ของผมในกลุ่มโอชิ ก็จะชวนกันไปดูกีฬา ที่เกาหลีกัน ... (จะได้ไปกันไหมเนี่ย...)

กลับมามองการเมืองไทย นักการเมืองไทยดีจริงหรือ ... ไม่โกงจริงหรือ... โกงน้อยจริงหรือ ... อย่าโกหกตัวเองเลยครับ... จะปล่อยให้คนชั่วครองเมืองจริงๆ หรือ ... จะไม่ไล่พวกชั่วร้ายออกไปให้พ้นหรือ... อย่าเห็นแก่ได้ เพราะคำสัญญาที่จะให้ ... (เอ้อ .. สัญญาว่าจะให้ ค่าแรงขั้นต่ำเท่านั้นเท่านี้ .. ค่ารถไฟฟ้าลดลง... ลดดอกเบี้ยซื้อบ้าน เงินคืนจากซื้อรถคันแรก ลดแลกแจกแถมกันขนาดนั้น... มันไม่ผิดกฏหมายหรอ ... เอ้อ ... งง...!!) คำสัญญาว่าจะทำ ... แล้วที่ผ่านมามีโอกาสกันทุกพรรคทุกคน... แล้วทำแล้วหรือยังหละครับ... ทำไปได้แค่ไหนแล้ว... ทำแล้วผลออกมาอย่างไร แล้วกฏต่างๆ ที่ตั้งไว้ จะปราบการทุจริต ทำกันไปแล้วแค่ไหน หรือปล่อยให้โกงกันต่อไป ...

... คุณจะเลือกพรรคไหน คนที่รัก พรรคที่ชอบ หรือจะไม่เลือกใคร (ถ้าคุณคิดว่า คนเหล่านั้นเป็นนักการเมืองชั่วๆ ทั้งน้าน) ก็ขอให้คิดและมองไปที่เกาหลีนะครับ ... ผ่านสงครามมาไม่นานเอง ... เจริญได้เพราะไล่นักการเมืองชั่วๆ ออกไปได้เยอะ จึงพัฒนาประเทศได้อย่างที่เห็น...

3 ก.ค. 54 อย่าลืมไปเลือกตั้งนะครับ... เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ ไม่รักไม่ชอบใครก็ Vote No.

รักในหลวง หวงแผ่นดิน

ผมเป็นเด็กบ้านนอกโดยกำเนิด เกิดห่างจากแนวแบ่งเขตประเทศ ประมาณ 6 กม. เองครับ ... คุ้นเคยกับทหาร ตชด. และข้าราชการหลายๆ กลุ่มที่มีหน้าที่รักษาดินแดนประเทศ เวลามีการผลัดเปลี่ยนกำลังพล แถวรถทหารก็จะผ่านหน้าบ้าน พวกเราเด็กๆ (อายุก็คงประมาณ 3-8 ขวบ) ก็จะมายืนเรียงๆ กันแล้วก็ตะเบ๊ะทหาร ... ผมจำได้ว่าผมภูมิใจในสิ่งที่พวกเขาทำหน้าที่อย่างเอาจริงเอาจัง อาจจะเนื่องจากคุณแม่เป็นครู และต้องเดินทางไปสอนหนังสือในเส้นทางที่อาจจะไม่ปลอดภัยมากนัก และสิ่งที่น่าสนใจคือ ทหารแถวบ้านผมรู้จักเขตแดนตัวเองดีว่าอยู่ตรงไหน ไม่เคยได้ยินคำว่าพื้นที่ทับซ้อนเลย ... แถมแยกออกว่า พวกไหนประชาชนและพวกไหนเป็นโจร ผมพบเจอแต่ทหารที่รักชาติ รักแผ่นดิน และรักประชาชน ... และที่ผมรู้คือ ทหารรักกษัตริย์ และหน้าที่ทหารอย่างหนึ่ง ตามความเข้าใจของผม ก็คือ ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ...

ผมก็ยังจำได้ว่าสมัยเด็กๆ มักจะได้ดูข่าว ในหลวงของผม เสด็จไปยังที่ต่างๆ ที่ดูกันดารเหลือเกิน จำได้ว่าพระองค์ท่านใช้รถ Land Rover ในการเสด็จ ... เห็นจนชินตา เห็นทุกวันที่ดูข่าว เห็นเกือบทุกครั้งของการเสด็จของพระองค์ เรียกได้ว่า เห็นจนชิน ... ผมรักในหลวงมากเลย รักตอนไหนก็ไม่ทราบได้ ทั้งๆที่ผมไม่เคยได้เข้าเฝ้าเลยสักครั้ง แต่สิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติ มีผลต่อการปลูกฝังให้ผมเข้าใจคำว่า "เสียสละ" "จ่ายราคา" "เห็นคุณค่าคนอื่น" "อดทน" และน่าจะอีกหลายๆ อย่าง... และมีอย่างหนึ่งทำให้ผมรู้สึกว่าพระองค์ท่านมีผลต่อผมมากๆ คือ คุณแม่ผมเคยเล่าให้ฟังว่า "ในหลวงของเราจะไปใช้เวลากับสมเด็จย่าเสมอๆ และเวลาพบกันก็จะกอด..." สิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งที่กลายมาเป็นชีวิตของผม แม้ผมจะไม่ค่อยไม่เจอแม่ผมมากนัก แต่เมื่อมีโอกาสในแต่ละวัน ผมก็จะโทรศัพท์คุยกับท่านเสมอๆ เหมือนอยู่บ้านเดียวกัน เวลาผมไปเยี่ยมท่าน ผมก็จะกอดท่านเสมอ จนเพื่อนๆ ที่รู้จักและเคยเห็นแอบมาล้อผมอยู่บ่อยๆ ...

มาวันนี้ ปี 2554 คำพูดที่คนเขาพูดๆ กันมากเกี่ยวกับทหาร บ้างว่า ทหารกลายเป็นทหารธุรกิจ ทหารนักการเมือง ทหารกุนเชียง ทหารแตงโม หรืออื่นๆ ... เรื่องเขตแดนที่ติดกับกัมพูชา ที่ดูเหมือนจะตกลงกันไม่ได้ว่าแผ่นดินของใครกันแน่ จะต้องให้ศาลโลกตัดสินไหม... และก็น่าแปลกใจที่ทหารและนักการเมืองหลายๆ คนก็ดูเหมือนจะพูดไม่เต็มปากว่าผืนแผ่นดินไทยมีอาณาเขตตรงไหนกันแน่ ...(ผมเกิดชายแดนไทย ยังรู้เลยว่า บ้านผมห่างจากเขตแดนกี่ กม. ) บางวันท่านก็บอกว่า ของไทย บางวันท่านก็บอกว่าของเขมร ...หรือบางวาระที่เป็นฝ่ายค้านก็บอกว่าของไทย ยอมไม่ได้ ให้ไม่ได้ ... บางวาระที่เป็นรัฐบาล ก็บอกว่า ไม่ใช่เขตแดนของเรา ... เอ่อ... ยังงัยกันหละเนี่ย...

เมื่อมาพิจาณาในมุมของการปกป้องสถาบันกษัตริย์ ก็ดูเหมือนจะมีกระแส กลุ่มคนคิดล้มล้างสถาบัน กลุ่มต่อต้านกฏหมายปกป้องสถาบัน เกิดขึ้นมาแบบไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ... ยิ่งยุคการสื่อสารในโลกไอที ดูเหมือนกลุ่มเหล่านี้อยากทำอะไรก็ทำ ... ในตรงกันข้าม ก็มีประชาชนที่รักพระเจ้าแผ่นดิน รักสถาบันกษัตริย์ ออกมาปกป้อง ออกมาตอบโต้ ... แม้กระทั่งเคยเห็นข่าว เจ้าฟ้าหญิงฯ ทรงออกมาตรัสเชิงขอความเป็นธรรมให้พระเจ้าอยู่ห้ว... ในขณะที่ผมมองดูทหาร ที่ในใจผมคิดว่า ทหารน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้... มากกว่าออกมาให้ข่าวว่า ห้ามนะ... อย่านะ..ทหารเอาจริงนะ... แต่คนที่คิดล้มล้างสถาบันฯ ไม่เห็นจะกลัวสักนิดเดียว

บางคนอาจจะคิดว่าผมก็เป็นแค่นักเลงคีย์บอร์ด ที่นั่งพิมพ์ นั่งเขียนอะไรไปเรื่อยๆ ... แต่ผมก็ยืนยันได้ว่า ผมออกแรงเหมือนกันครับ ผมก็ลงมือทำเหมือนกันทำมานานแล้ว และอย่างน้อยผมก็ทำตามคำสอนที่ในหลวงสอนให้เป็นผู้ดี (หากคุณฟังพระดำรัสพระองค์ คุณก็คงคุ้นเคยว่าท่านสอนให้เราเป็นผู้ดีอย่างไร) และผมก็เชื่อว่าผมทำสิ่งดีให้สังคมอาจจะมากกว่าหลายๆ คนที่พยายามจะล้มล้างสถาบันแน่นอน ผมทำประโยชน์ให้กับชาติและส่วนรวมมาไม่น้อยเช่นกัน ในขณะที่คนเหล่านั้นบางคนอาจจะไม่เคยทำอะไรเพื่อส่วนรวมเลย นอกเสียจากปากท้องและความต้องการส่วนตัวเท่านั้น

ปัจจุบันทุกครั้งที่ผมและครอบครัวมีโอกาสได้ยินเสียงเพลงชาติ เราไม่เพียงยืนตรงเคารพธงชาติเท่านั้น แต่เราจะร้องเพลงชาติด้วยความภาคภูมิใจและตั้งใจที่จะทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างที่ในหลวงสอนไว้

บทความนี้อาจจะไม่ได้มีคุณค่าอะไรมากไปกว่า ผมเพียงอยากเป็นอีกเสียงหนึ่งที่บอกว่า ผมและครอบครัวรักในหลวงและก็หวงแผ่นดินไทย เท่านั้นเอง

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

หวังกันต่อไป..ชีวิตนี้ยังมีหวัง...

หลายคนที่เรียกว่าประสบความสำเร็จในชีวิต มักจะวัดกันด้วยเงินทอง บางคนอาจจะมีความสุขจริงๆ ก็ได้ แต่อีกจำนวนไม่น้อย ร่ำรวยแต่ขาดความสุข ดำเนินชีวิตอยู่บนความว่างเปล่า ไม่มีแม้มิตรสหายรอบข้าง หันไปทางไหน ก็ไม่มีใครรักห่วงใยด้วยความจริงใจ เหมือนกับว่า คนรอบข้างเข้ามาทำดีด้วย ก็เพราะเงิน เพราะตำแหน่ง เพราะผลประโยชน์...อะไรสักอย่าง เช่นเงินทอง ชื่อเสียง หรือแม้กระทั่งเรื่องทางเพศ...

ผมเชื่อว่า เราทำอะไรบางอย่างด้วยความทุ่มเท ล้วนแล้วแต่มาจากแรงขับเคลื่อนในใจบางอย่าง อาจจะดีหรือร้ายก็ได้ (นิยายน้ำเน่าหลังข่าว มีตัวอย่างแรงจูงใจหลายๆ รูปแบบให้ศึกษาได้) บางคนมีแรงจูงใจแบบสั้นๆ ระยะหนึ่งก็หายไป ไม่ได้อยู่ด้วยยาวนานนัก เพราะแรงจูงใจนั้นอาจจะเป็นเพียงกระแส หรือค่านิยมในสังคม แต่ ไม่ใช่ความหวังใจของเขาจริงๆ ...

ความหวังใจที่แท้จริง จะทำให้คนที่หวัง เชื่อในสิ่งที่หวังว่าเป็นจริงได้และลงแรงทำในสิ่งที่คาดหวัง เพราะความหวังนั้นจะเป็นแรงขับเคลื่อนในใจเขา ... ยินดีต่อสู้ความยากลำบาก ละทิ้งสิ่งที่ถ่วงอยู่ แล้ววิ่งตามความฝัน จนกว่าจะเสร็จ เรียกว่า ไม่เสร็จไม่เลิก พร้อมจะรักษาอุดมการณ์ไว้ แม้มีกระแสที่ต่อต้าน พยายามบิดเบือน ก็ไม่ยอมแพ้ นอกจากนั้นเขาจะจ่ายราคา เพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จแห่งความหวังนั้น แม้ยาก แม้เหนื่อย เขาก็ไม่เลิก


ที่ปรึกษาด้านคอมพิวเตอร์ท่านหนึ่งของผม (ปัจจุบันท่านจากโลกนี้ไปแล้ว) เป็นนักสร้างความหวั ท่านเชื่อในส่วนดีของทีมของท่าน สร้างขวัญกำลังใจและความหวังให้ทุกคน ด้วยความหวังใจที่ท่านมีให้ต่อทีม ทำให้หลายคนลุกขึ้นจากความล้มเหลวของตน แล้วทำความฝันให้สำเร็จ ทุกครั้งที่ผมพบท่าน ผมก็มีกำลังใจเพิ่มขึ้นอีกมากมายจริงๆ ท่านทุ่มเทมากๆ สำหรับทีมของท่าน ผมจำได้ว่า บางครั้งท่านแนะนำผมจนดึกดื่นเกือบเที่ยงคืน แล้วขับรถจาก กทม. มาส่งผมที่ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ องครักษ์ เพื่อจะใช้เวลาแนะนำสิ่งต่างๆให้ผมมากขึ้น ในระหว่างเดินทาง ด้วยความเป็นมิตรและห่วงใยอย่างสัมผัสได้ ... อะไร คือแรงขับเคลื่อนชายคนนี้ให้ทำสิ่งต่างๆ จนวินาทีสุดท้ายแห่งชีวิตเขา ผมเชื่อว่า เพราะท่านมีความหวังใจทีม...และความหวังในอุดมการณ์ของท่าน ที่จะทำให้มันสำเร็จภายในชั่วชีวิตเดียว... แม้ก่อนจะจากโลกนี้ไป ท่านก็ยังพยายามสอนและแนะนำทีมงานทุกคนอย่างเต็มที่ทุกวัน...

ผมสังเกตุว่า คนที่ฆ่าตัวตาย อาจจะเป็น แบบตายจริงๆ หรือ พยายามจะตาย... หรือ อยู่แบบคนตายไปแล้ว คือ คนที่หมดแม้กระทั่งความหวัง เขาไม่มีหวังในอะไร ไม่หวังในเงินทอง ไม่หวังในความก้าวหน้าเรื่องอะไร ไม่หวังในความรักของใคร ไม่หวัง??? ... พูดแต่ว่า ... หมดกัน !! ... หมดแล้ว!!... ไม่มีอีกแล้ว!!... ไม่มีทางออกแล้ว!!!.... ผมเรียกเขาว่า "หวังเฉา"

แต่ คนที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็เป็นคนที่ยังคาดหวังอะไรสักอย่างและพยายามรักษาความหวังเอาไว้ ผมเรียกคนพวกนี้ว่า "หวังอยู่" และพบว่า คนที่มีความหวังเวลาพบปัญหายากๆ เขาก็คิดว่า ต้องมีใครสักคนเคยแก้ปัญหานี้มาก่อน ต้องมีคนรู้ ... หากไม่มีใคร พระเจ้าก็คงจะเฉลยคำตอบไว้ที่ในที่หนึ่งในโลกเป็นแน่ แล้วเขาก็หาคำตอบด้วยความหวังใจ... หวังว่าจะพบ...

อย่าลืมนะครับ... ความหวัง เปรียบเสมือน ความเชื่อหรือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง

ดังนั้น ผมอยากให้กำลังใจหลายๆ คนว่า อย่าหมดหวังในเรื่องดีๆ ที่ท่านหวังไว้ จงหวังกันต่อไป เพราะ ชีวิตนี้ยังมีหวัง...สักวันความหวังจะกลายเป็นจริง...

ความสว่างจะเข้าสนิทกับความมืดได้อย่างไร

สมัยเด็กๆ ผมเชื่อว่าหลายๆ คน คงกลัวความมืด เพราะในความมืดเรามองไม่เห็น จากนั้นเราก็จิตนาการไปเอง กลัวไปเสียหมด ได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ ก็ตกใจกลัว จนหลายคนเมื่อโตแล้วก็ยังคงเป็นคนกลัวความมืด...

ความจริงเราทุกคนรู้ว่า ในความมืด ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวหรือต่างแตกไปจากเมื่อเราเปิดไฟเพื่อให้ความสว่างนั่นก็เพราะความสว่างจะทำให้สิ่งต่างๆ ปรากฏชัดต่อสายตาเรา หรือพูดอีกมุมก็คือ เราถูกสร้างให้มองเห็นได้ในความสว่าง ไม่ว่าจะสว่างมากน้อยเพียงใด มนุษย์ก็รักที่จะเดินในทางสว่าที่ตามมองเห็นมากกว่าทางที่มืด เพราะมนุษย์ถูกสร้างให้อยู่ในความสว่าง

แต่ มนุษย์บางกลุ่มคนก็รักความมืดมากกว่า เพราะท่ามกลางความมืด เขาจะสามารถปกปิดบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง หรือชั่วร้ายเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น ... แต่ หากความสว่างมาถึง ความมืดนั้น ก็จะปรากฏแจ้งต่อคนที่มองเข้ามาอยู่ดี คล้าย ๆ กับคำที่ว่า "ความลับไม่มีในโลก" สักวันก็จะต้องถูกเปิดเผยออกมา

ดังนั้น ความมืดจึงแพ้ความสว่างอยู่เสมอไป ที่ไหนมีความสว่างมาถึงความมืดก็จะหายไป ไม่ว่าความมืดนั้นจะอยู่ที่ไหนก็ตาม แม้แต่ในใจคน เมื่อความสว่างมาถึง ความมืดในใจก็พลอยสลายหายไปเช่นกัน

คำถามคือว่า แล้วความมืดจะจับมือกับความสว่างได้ไหม เอาแบบกลางๆ ได้ไหม ยุคนี้ก็ต้องเรียกว่า "แบบปรองดอง" ได้ไหม ... คนที่มีใจรักความมืดนิด ๆ ก็บอกว่าได้... ความมืดจับมือกับความสว่างแล้วก็กลายเป็นสลัวๆ เทาๆ งัย..!! โดยพยายามบอกว่า "อะไรดูดีก็เปิดเผย อะไรดูไม่ดีก็ปิดๆ ไว้ หรือเหยียบเอาไว้ก่อน" ...

แต่ สำหรับคนรักความสว่างคิดว่า ไม่ได้หรอก !!!... ความสว่างจะเข้าสนิทกับความมืดได้อย่างไร หากความสว่างเข้าไปอยู่กับความมืดแล้วยอมปรองดองกับความมืด ... ความสว่างนั้นจะไม่เรียกว่าความสว่างอีกต่อไป ฉันใดก็ฉันนั้น ความมืดมาขอปรองดองกับความสว่าง ความมืดก็จะสูญเสียความเป็นตัวตนแห่งความมืดไปเช่นกัน ...

คนดี หากทำชั่ว เขาก็คือคนที่เคยทำชั่วนั่นเอง ... เขาจะเสียประวัติการเป็นคนดีไปในทันที แม้จะพยายามบอกว่า ฉันเป็นคนดี แต่ความจริง เขาก็เป็นคนดี ที่ผ่านการทำชั่วมาแล้วนั่นเอง ความชั่วเป็นเหมือนแผลเป็นที่จะประทับตราคนๆ นั้นไปตลอด แม้ทำแกล้งลืม หรือ พยายามชดเชย ชดใช้ ซึ่งอาจจะทำได้ แต่ เราก็ต้องยอมรับว่า เราเป็นคนเคยทำชั่วมาจริงๆ... อย่าทำแบบสองมาตรฐาน (คำนิยมยุคปี 2553-2554) ถ้าคนอื่นทำ บอกว่า "ชั่ว" พอตัวทำบอกว่า "จำเป็น/บกพร่องโดยสุจริต" ถ้าบางคนมีตำแหน่งใหญ่โตหน่อยอาจจะบอกว่า "จะยอมเสียสัตย์เพื่อชาติ" ไปซะงั้น

วันนี้ เรื่องการปรองดองในสังคมไทย กำลังคิดแบบแปลกๆ คือ คิดที่จะยอมให้ความดีและความชั่วมาจับมือกันแล้วบอกว่า "เราดีกันนะ" ต่อไป ไม่ต้องมีความดี ไม่ต้องมีความชั่ว มีแต่เทาๆ กลางๆ ความว่า ดี ชั่ว จะไม่มีนิยามอะไรกันอีกต่อไป... ไม่ต้องมีตำรวจ ไม่ต้องมีศาล.. ก็ไม่มีความชั่ว ความดีให้แบ่งแยก จะเอาตำรวจ เอาศาล มาทำไมอีก... จะเอามาตรฐานอะไรมาตัดสินหละ...

หากใครทำอะไรชั่วๆ เลวร้ายไว้ ก็บอกว่า เฮ้ย!! บอกให้ ปรองดอง งัย !!! ... อย่าเป็นศัตรูกัน รักกัน เข้าใจไหม??? คนที่เป็นคนดีก็อย่าไปคิดมากกับการทำชั่วของคนอื่น ๆ ... ส่วนคนชั่วก็ชั่วกันต่อไป ... เข้าใจไหม ... ??? ... คนไหนรีดไถ ก็ไถกันไป... คนไหนโกงก็อย่าไปซีเรียส ใคร ๆ เขาก็โกงกัน...

ความสว่างจะเข้าสนิทกับความมืดได้อย่างไร ?? หากมันยอมจับมือกัน... ความสว่างก็กลายเป็นความมืดไปเท่านั้นเอง ... เทาๆ .. .ไม่เรียกว่าสว่างอีกต่อไป

อ้าว!! แล้วแบบนี้ คนชั่วจะไม่มีโอกาสเป็นคนดีหรอ ... มีซิครับ... พิสูจน์ตัวซิครับ... พิสูจน์ "ด้วยการกระทำ" สักวันคนเขาจะยอมรับเองว่า "คนนี้เป็นคนดีจริงๆ แม้ในอดีตอาจจะผิดพลาดไปบ้าง แต่เขาได้พิสูจน์ตัวแล้วว่า เป็นคนใช้การได้ดีจริงๆ" อย่าดีแต่พูด ว่า "ผมจะทำ...." "ผมจะทำในวันแรกเลย...." (โถ่ ... มีเวลามาตั้งนานแล้วไม่ทำ ... โตๆ กันแล้วนะครับ ...) ชีวิตแห่งการกระทำ จะทำให้คำพูดน่าเชื่อถือ ... อย่าพูดแบบนักการเมืองบางประเทศที่ พูดหลอกคนไปวันๆ ...

วันนี้คุณต้องเลือกแล้วหละครับว่า จะเป็นคนดีหรือคนชั่ว จะยืนในความสว่าง ที่ให้ทุกคนตรวจสอบได้ หรือความมืด แล้วแอบซ่อนความชั่วเอาไว้ เพราะ ความสว่างจะเข้าสนิทกับความมืดอย่างไรได้

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554

แผ่นดินไหว ต้องทำอย่างไร

ที่ปรึกษาด้านคอมพิวเตอร์ท่านหนึ่งของผม ได้ส่งบทความนี้มาให้
ผมคิดว่า ร่วมสมัยมาก ๆ และเป็นประโยชน์ ... จึงนำมาเผยแพร่ต่อนะครับ


ขั้นตอนการปฏิบัติตัวรับมือแผ่นดินไหว

ก่อนการเกิดแผ่นดินไหว
1. ควรมีไฟฉายพร้อมถ่านไฟฉาย และกระเป๋ายาเตรียมไว้ในบ้าน และให้ทุกคนทราบว่าอยู่ที่ไหน
2. ศึกษาการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
3. ควรมีเครื่องมือดับเพลิงไว้ในบ้าน เช่น เครื่องดับเพลิง ถุงทราย เป็นต้น
4. ควรทราบตำแหน่งของวาล์วปิดน้ำ วาล์วปิดก๊าซ สะพานไฟฟ้า สำหรับตัดกระแสไฟฟ้า
5. อย่าวางสิ่งของหนักบนชั้น หรือหิ้งสูง ๆ เมื่อแผ่นดินไหวอาจตกลงมาเป็นอันตรายได้
6. ผูกเครื่องใช้หนัก ๆ ให้แน่นกับพื้นผนังบ้าน
7. ควรมีการวางแผนเรื่องจุดนัดหมาย ในกรณีที่ต้องพลัดพรากจากกันเพื่อมารวมกันอีกครั้งในภายหลัง
8. สร้างอาคารบ้านเรือนให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว


ระหว่างเกิดแผ่นดินไหว
1. อย่าตื่นตกใจ พยายามควบคุมสติอยู่อย่างสงบ ถ้าท่านอยู่ในบ้านก็ให้อยู่ในบ้าน ถ้าท่านอยู่นอกบ้านก็ให้อยู่นอกบ้าน เพราะส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บเพราะวิ่งเข้าออกจากบ้าน
2. ถ้าอยู่ในบ้านให้ยืนหรือหมอบอยู่ในส่วนของบ้านที่มีโครงสร้างแข็ง แรง ที่สามารถรับน้ำหนัก ได้มาก และให้อยู่ห่างจากประตู ระเบียง และหน้าต่าง
3. หากอยู่ในอาคารสูง ควรตั้งสติให้มั่น และรีบออกจากอาคารโดยเร็ว หนีให้ห่างจากสิ่งที่จะล้มทับได้
4. ถ้าอยู่ในที่โล่งแจ้งให้อยู่ห่างจากเสาไฟฟ้าและสิ่งห้อยแขวนต่าง ๆ ที่ปลอดภัยภายนอกคือที่โล่งแจ้ง
5. อย่าใช้ เทียน ไม้ขีดไฟ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดเปลวหรือประกายไฟ เพราะอาจมีแก๊สรั่วอยู่บริเวณนั้น
6. ถ้าท่านกำลังขับรถให้หยุดรถและอยู่ภายในรถ จนกระทั่งการสั่นสะเทือนจะหยุด
7. ห้ามใช้ลิฟท์โดยเด็ดขาดขณะเกิดแผ่นดินไหว
8. หากอยู่ชายหาดให้อยู่ห่างจากชายฝั่ง เพราะอาจเกิดคลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้าหาฝั่ง


หลังเกิดแผ่นดินไหว
1. ควรตรวจตัวเองและคนข้างเคียงว่าได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ให้ทำการปฐมพยาบาลขั้นต้นก่อน
2. ควรรีบออกจากอาคารที่เสียหายทันที เพราะหากเกิดแผ่นดินไหวตามมาอาคารอาจพังทลายได้
3. ใส่รองเท้าหุ้มส้นเสมอ เพราะอาจมีเศษแก้ว หรือวัสดุแหลมคมอื่น ๆ และสิ่งหักพังแทง
4. ตรวจสายไฟ ท่อน้ำ ท่อแก๊ส ถ้าแก๊สรั่วให้ปิดวาล์วถังแก๊ส ยกสะพานไฟ อย่าจุดไม้ขีดไฟ หรือก่อไฟจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีแก๊สรั่ว
5. ตรวจสอบว่า แก๊สรั่ว ด้วยการดมกลิ่นเท่านั้น ถ้าได้กลิ่นให้เปิดประตูหน้าต่างทุกบาน
6. ให้ออกจากบริเวณที่สายไฟขาด และวัสดุสายไฟพาดถึง
7. เปิดวิทยุฟังคำแนะนำฉุกเฉิน อย่าใช้โทรศัพท์ นอกจากจำเป็นจริง ๆ
8. สำรวจดูความเสียหายของท่อส้วม และท่อน้ำทิ้งก่อนใช้
9. อย่าเป็นไทยมุงหรือเข้าไปในเขตที่มีความเสียหายสูง หรืออาคาร
10. อย่าแพร่ข่าวลือ


... ปลอดภัยไว้ก่อนสำหรับ แผ่นดินไหวที่อาจจะเกิดที่บ้านเรา

วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554

อย่าอาย..หากคิดว่าทำดีแล้ว..เพื่อชาติ


อย่าอาย..
. หากประวัติศาสตร์ได้จารึกว่าคุณทำดีเพื่อประเทศชาติ

ผมเชื่อเสมอว่า ประวัติศาสตร์ จะมีการจดบันทึกไว้ ด้วยทางใดทางหนึ่ง ... แม้ประวัติศาสตร์อาจจะมีการบิดเบือนในบางกรณี แต่ ก็ต้องมีคนรู้ความจริงในเรื่องนั้นๆ อยู่ดี และความจริง หรือสัจธรรม ไม่มีวันตาย แม้คนพูดความจริง อาจจะต้องตายกันบ้างก็ตาม

เรื่องราวเขาพระวิหาร คนไทยที่เกิดและโตในเมืองไทย ย่อมรักชาติ รักแผ่นดิน เป็นธรรมดา และน่าจะเคยได้ยินเรื่องเขาพระวิหารมาไม่มากก็น้อย ... เพียงแต่หลาย ๆ คนอาจจะไม่มีโอกาสไปเยี่ยมชมสถานที่ประวัติศาสตร์นี้กันทุกคนผมได้ยินเรื่องเขาพระวิหาร เอาที่จำได้แบบมั่นใจ คงอายุประมาณ 10 ขวบ เพราะชั้น ม.1 สมัยนั้นเรียนวิชาสังคมศึกษาเรื่องประเทศของเราเพื่อนบ้านของเรา ... แล้วก็ลืมไปตามวาระเวลา ...


ยี่สิบกว่าปีต่อมา

ผมได้ไปเยี่ยมชมสถานประวัติศาสตร์ ประสาทเขาพระวิหาร (ไม่กี่ปีมานี่เอง) พร้อมคุณพ่อของเพื่อน ผู้ที่เคยมาเยือนสถานที่แห่งนี้ในวาระที่ศาลโลกมีคำพิพากษาเรื่องเขตแดน ท่านมาร่วมรับรู้เหตุการณ์ ณ ที่นี่ด้วย

...วันนั้น ผมเห็นธงชาติไทย อยู่ที่ป้อมทหารห่างออกไปด้านหลังในแผ่นดินไทย ผมเดินอ่านข้อความต่าง ๆ ที่คนไทยเขียนไว้บนก้อนหินระหว่างทางเดินก่อนที่เราจะข้ามแนวลำน้ำเล็กๆ ... ที่กลายเป็นเขตแดนระหว่างประเทศไป ด้วยความรู้สึกว่า ... คนไทยรุ่นที่จารึกคำเหล่านี้ไว้... เขาทำสิ่งดีต่อประเทศจริง ๆ อย่างน้อยประวัติศาสตร์ก็ได้ถูกจารึกบนศิลาเหล่านี้ ...

เมื่อเขาไปในเขตเขมร บริเวณพระวิหาร ผมเห็นรอยกระสุนปืน ติดอยู่ตามตัวกำแพง ตัวปราสาท ... เห็นธงชาติเขมร ปักอยู่ในบริเวณทางเดินขึ้นปราสาท ... ยังมีแม้กระทั่งปืนใหญ่เก่า ๆ ตั้งอยู่บริเวณใกล้ ๆ ตัวปราสาท ...จากนั้นไปถ่ายรูปที่หน้าผา ...เป็นที่ระลึก...

ในใจก็คิดว่า เอ้อ !! เหมือนที่เคยได้ยินมาเลย ปราสาท อยู่ในแนวหน้าผาแล้วเขมรเขาจะขึ้นมายังงัยหละนี่ เพราะทางขึ้นอยู่ฝั่งไทย...

คนคิดตัดสินคดีพิพาทนี้ ว่าให้ทางขึ้นเป็นของไทย ส่วนตัวปราสาทให้เป็นของเขมร... คิดได้ยังงัยเนี่ย??... มันจะขึ้นมายังงัยหละ....

วันนี้ ประวัติศาสตร์ไทยจะจารึก ( ในโลกดิจิตอล ไม่ใช่บนแผ่นหินตรงทางขึ้นเขาพระวิหาร )ว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่เห็นด้วยกับ MOU2543 ระหว่างไทย-กัมพูชา โดยนายก และ คณะรัฐมนตรีรวมถึงรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศในเวลานี้ และผมคือคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการปล่อยให้มีหมิ่นเหม่ต่อการล่วงล้ำอธิปไตยและอาจจะทำให้เสียดินแดนไทยได้ ... ซึ่งนายกและคณะรัฐบาล ไม่มีทางชดเชยอะไรได้เลยหากเป็นเช่นนั้น


วันนี้ผมจะทำอะไรได้ นอกจากไปร่วมชุมนุมแสดงความคิดเห็นตามกฏหมาย และ เขียนบทความเหล่านี้ไว้เพื่อจารึกประวัติศาสตร์ว่า ผมไม่เห็นด้วยกับ MOU2543 ของทุกรัฐบาลไทยที่ไปลงนามกับเขมร ทั้ง ๆ ที่ควรจะยกเลิกเพราะเขมร น่าจะไม่มีความจริงใจกับประเทศไทยในเรื่องนี้

อย่างน้อยลูกหลานของผมและตระกูลของผมก็จะจดจำไว้ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยในตระกูลนี้ ต่อต้านการทำ MOU2543 ..

หากใครจะบอกว่าบางคนในตระกูลเราทำให้ชาติไทยเสียแผ่นดินในกรณีนี้ไป ก็มีประวัติศาสตร์บันทึกไว้ด้วยเช่นกันว่า ... คนในตระกูลนี้ได้ร่วมต่อต้านเรื่อง MOU2543 และการกระทำอันหมิ่นเหม่ว่าจะเป็นการผิดพลาดของรัฐบาลไว้เช่นกัน...

อย่าอาย... หากประวัติศาสตร์ได้จารึกว่าคุณทำดีเพื่อประเทศชาติ